• โทรศัพท์ : 02 997 2222 ต่อ 4001-4005




โลจิสติกส์ จุดคานงัดของธุรกิจ ขาดทุนหรือกำไร ชี้เป็นชี้ตายกันตรงนี้

Blog Post Image


ผศ.ดร.พัฒน์ พิสิษฐเกษม
หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยรังสิต

โลจิสติกส์ จุดคานงัดของธุรกิจ ขาดทุนหรือกำไร ชี้เป็นชี้ตายกันตรงนี้
     ในความรับรู้ทั่วไป มักเข้าใจกันว่า “โลจิสติกส์” หมายถึง การขนส่ง แต่แท้จริง โลจิสติกส์กินความหมายกว้างกว่านั้นมาก เพราะหมายถึง วิธีการที่จะนำมาบริหารจัดการกิจกรรมการเคลื่อนที่สินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่ กล่าวคือ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุดเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
     การเคลื่อนที่ทรัพยากรต่างๆ ตลอดกระบวนการผลิต จึงไม่ใช่เพียงการจัดสินค้าใส่ตู้คอนเทนเนอร์ ลงเรือ ขึ้นท่า ต่อรถ และส่งถึงห้างร้านเท่านั้น แต่ว่ากันตั้งแต่การบริหารวัตถุดิบ การจัดซื้อวัตถุดิบ การสต็อกวัตถุดิบ การบริหารจัดการสายการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสต็อกสินค้าคงคลัง การกระจายสินค้า รวมถึงการคำนวณการระบายสินค้า ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงสิ่งของหรือวัตถุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนที่ของข้อมูลและทรัพยากรบุคคลด้วย
     และเพราะต้องคิด วิเคราะห์ คำนวณ และออกแบบวิธีการเพื่อบริหารจัดการแบบองค์รวม งานโลจิสติกส์จึงต้องอาศัยองค์ความรู้แบบสหวิชาการเพื่อบูรณาการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับแต่ละสินค้า แต่ละองค์กร
     กล่าวได้ว่า งานโลจิสติกส์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
     เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนทำให้ทั้งการเดินทางและติดต่อสื่อสารแทบจะไร้พรมแดนอย่างทุกวันนี้ ยิ่งขับเน้นความสำคัญของโลจิสติกส์มากยิ่งขึ้นไปอีกในทศวรรษนี้
     ขึ้นชื่อว่า “เคลื่อนที่” ย่อมต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน ไม่ว่าพลังงานเชื้อเพลิง น้ำมัน น้ำ ลม หรือกระทั่งแรงงานคน ทั้งหมดนี้หมายถึงค่าใช้จ่าย หมายถึงต้นทุนที่เกิดขึ้น
     นักโลจิสติกส์ มีหน้าที่ต้อง จัดการห่วงโซ่ฝั่งอุปทานให้สมดุล โดยบริหารทุกการเคลื่อนที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บนต้นทุนที่ต่ำที่สุด
     กล่าวคือ ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน เปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัด เมื่อต้นทุนวัตถุดิบไม่ได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเครื่องมือ เครื่องจักร และเทคโนโลยีการผลิตก็สามารถลงทุนได้ไม่ต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับวิธีการบริหารจัดการการเคลื่อนที่นี้เองที่จะวัดได้ ว่าใครจะชนะ ใครจะแพ้
     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐประกาศเป็นแนวนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ คำศัพท์เก่าๆ อย่าง IT ICT ถูกนำมาพูดถึงหนาหูอีกครึ่ง ผนวกรวมเข้ากับศัพท์ใหม่ๆ อย่าง BigDATA และ Internet of Things เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเคลื่อนย้าย เคลื่อนที่ เก็บรวบรวม วิเคราะห์ ประมวลผล “ข้อมูล”
     ใน Age of Information เช่นนี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า โลจิสติกส์สามารถชี้เป็นชี้ตายธุรกิจได้
     นอกจากสามารถสื่อสารระหว่างบุคคลแล้ว Internet of Things ยังสามารถสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักร คนกับระบบ ระบบกับระบบ เครื่องจักรกับเครื่องจักร กล่าวคือ เราโปรแกรมให้ระบบคุยกันเองได้ มิติที่จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ การลดแรงงานคน แล้วทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น คือ สื่อสารได้แบบ Real Time แถมยัง Anytime และ Anywhere
     แม่นยำกว่า รวดเร็วกว่า เสถียรกว่า อดทนกว่า คุณสมบัติเหล่านี้ของคอมพิวเตอร์ จะสามารถลดการสูญเสีย (Waste) ในทุกมิติได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเช่นกัน
     ทั้งนี้ แม้ “คน” จะทำให้เกิด Human Error แต่ก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่สุด กล่าวคือ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน “คน” ยิ่งต้องพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของตัวเอง
     ระบบคอมพิวเตอร์ที่ดี แม่นยำ และเสถียร ย่อมมาจากการถูกโปรแกรมโดย “คน” เก่ง เช่นเดียวกับการจะจัดการโลจิสติกส์ให้ดีได้นั้น ต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความเข้าใจในภาพรวมการทำงาน ไม่ใช่เพียงแต่เชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะด้านเท่านั้น แต่ต้องสามารถบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อจัดการปัญหาทางด้านโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้นภาพในองค์กรได้อีกด้วย

     อีกประเด็นน่าสนใจ คือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่เรียกกันว่า Startups ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไรนัก เพราะแท้จริงก็คือ SMEs ในรูปแบบนวัตกรรม โมเดลเช่นนี้ ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยที่มีไอเดียในการทำธุรกิจ ไม่เน้นใหญ่ แต่เน้นเฉพาะกลุ่ม แม้ว่าทุนเล็ก โรงงานเล็ก องค์กรเล็ก กลุ่มลูกค้าเล็ก แต่กลับเป็นความหวังของเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความแตกต่าง เป็น Niche มากขึ้น ยิ่งทำให้โลจิสติกส์เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
     คำว่า “โลจิสติกส์” จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ระดับร้อยล้าน พันล้าน ไม่ใช่ว่าต้องเหมือนอเมซอนหรืออาลีบาบา แต่โลจิสติกส์ยังหมายถึงระดับธุรกิจครัวเรือน ระดับ Startups หรือระดับ SMEs หากบริหารจัดการให้ดี และปรับประยุกต์หลักคิดให้สอดคล้องและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามความเหมาะสมกับองค์กร ย่อมเป็นจุดได้เปรียบที่มีนัยสำคัญ
     ทั้งนี้ แม้จุดประสงค์แท้จริงของโลจิสติกส์คือการบริหารต้นทุนให้ต่ำ แต่ผลพลอยได้ของโลจิสติกส์กลับมหาศาล ความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งประเมินค่าไม่ได้ และเป็นสิ่งที่สร้างยากที่สุด
     สมมติ คุณเปิดร้านหนังสือออนไลน์ มีบ้านเป็นสำนักงาน มีหน้าร้านเป็นเฟซบุ๊ก ไม่มีโกดัง คุณพูดคุยกับลูกค้าผ่านแฟนเพจและอินสตาแกรม รับออร์เดอร์ทางเว็บไซต์ ทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตแบ้งกิ้งหรือ Paypal คุณต้องคิดวิธีแพ็คหนังสือให้ถึงมือผู้รับโดยไม่บุบสลายระหว่างทาง และต้องส่งสินค้าทางไปรษณีย์ไทยหรือ Kerry Express ทุกกระบวนการคือโลจิสติกส์ เพราะคือการเคลื่อนที่ของสินค้า การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การคิดวิเคราะห์เรื่องสต็อกหนังสือไม่ให้ล้นบ้าน การกระจายสินค้า การรับโอนเงิน รวมถึงการรับส่งข้อมูลสินค้ากับลูกค้าก็ยังเป็นโลจิสติกส์
     สมมติอีกที คุณเป็นลูกค้าร้านหนังสือออนไลน์ ร้านแบบนี้มีอยู่หลายสิบเจ้า เหตุผลที่คุณเลือกซื้อกับเจ้านี้คืออะไร หนึ่ง มีหนังสือแนวที่คุณชอบ สอง ตอบเร็วตอบไวตอบได้ตลอดเวลา สาม อยากได้เมื่อไร พร้อมส่งทันที เพราะมีอยู่ในสต็อก สี่ ใส่กล่องแพ็กกิ้งมาอย่างดี ไม่มีบุบสลายหรือยับย่นระหว่างทาง แถมยังมาส่งตรงเวลา และเช็กสินค้าได้ว่ามาถึงไหนแล้ว และห้า หากมีข้อผิดพลาด ร้านพร้อมรับสินค้าคืนและส่งเล่มใหม่มาให้โดยไม่อิดออด
     นี่แหละ “ความพึงพอใจ” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโลจิสติกส์
     ผลพลอยได้ที่ประเมินค่าไม่ได้ รู้ตัวอีกที ลูกค้าก็กลายเป็นสาวกเราแล้ว
     โลจิสติกส์ที่ดี จึงหมายถึงทั้งการลดต้นทุน และเพิ่มกำไรอย่างยั่งยืน