• โทรศัพท์ : 02 997 2222 ต่อ 4001-4005




สื่อเก่าไม่ปะทะสื่อใหม่ แต่รักษาแก่นและปรับตัว

Blog Post Image

ผศ.ดร.ฉลองรัฐ เฌอมาลย์ชลมารค
ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์และโทรทัศน์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

     แม้ว่าถูกพูดถึงมาร่วมทศวรรษแล้วว่า จะเปลี่ยนโลกไปอย่างมหาศาล แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก “สื่อใหม่” ก็ไม่เคยเป็นรูปธรรมและประจักษ์เท่าวันนี้ วันที่หนังสือพิมพ์ขยับปรับตัวเองมาเป็น Digital Content เพื่อหนีตาย นิตยสารหลายหัวพากันปิดตัว โทรทัศน์และวิทยุก็ยังต้องลงมาเล่นในสื่อออนไลน์เป็นหลัก ส่วนแวดวงโฆษณายิ่งเห็นได้ชัดผ่านตัวเลขเม็ดเงินที่ย้ายมาอยู่ในสื่อออนไลน์เช่นกัน
     ในมุมมองของสื่่อสารมวลชนเองก็เช่นกัน ทฤษฎีพื้นฐานอย่าง SMCR ที่บอกว่า ผู้ผลิตสารส่งสารผ่านช่องทางต่างๆ ไปยังผู้รับสาร กลายเป็นโมเดลเก่า ใช้แทบไม่ได้กับสื่อใหม่หรือสื่อสังคมออนไลน์ หรือกระทั่งบทบาทต่างๆ ของสื่อเก่า อย่างหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุที่เคยมีอิทธิพลอย่างมาก ในการกำหนดวาระ ชี้นำสังคม หรือประสานสังคม ถูกย้ายไปอยู่ในมือสื่อสังคมออนไลน์ หรือคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เราเพิ่งคุ้นหูกันเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา อย่าง ‘ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดความรู้’ (User Generated Content) ก็ทำให้ฐานะของสื่อในฐานะฐานันดรที่ 4 ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

     สื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์นั้น มีพัฒนาการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลครั้งนี้ จะรุนแรงกว่าที่ผ่านมามาก เพราะต้องยอมรับว่า ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารมีข้อจำกัดมากทั้งพื้นที่ เวลา และรูปแบบในการนำเสนอเนื้อหา กล่าวคือ มีพื้นที่น้อย ต้องออกตามเวลา ลงพิมพ์ได้เฉพาะตัวหนังสือและภาพ มีลูกเล่นได้อย่างมากที่สุดคือการใช้ลีลาภาษา และสีสันในการเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน
      ส่วนที่เราเห็นว่า งานสัปดาห์หนังสือประจำปีที่จัดขึ้น ผู้รับสารยังคงให้ความสนใจเข้าร่วมงานนั้น หนังสือส่วนใหญ่ที่ขายได้คือพ็อกเก็ตบุ๊ก และนวนิยาย ที่ผู้อ่านเห็นว่ามีคุณค่าน่าซื้อหาเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือตัวเล่ม จึงไม่แปลกที่จะเห็นหลายสำนักพิมพ์มีกลยุทธ์ส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น ตีพิมพ์หนังสือปกแข็งเพื่อการสะสมโดยเฉพาะ ตีพิมพ์จำกัดจำนวนแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น จัดอีเว้นท์เปิดตัวและแจกลายเซ็นนักเขียน หรือแถมกระเป๋า เข็มกลัด ของที่ระลึก เป็นต้่น เพื่อตีตลาดเฉพาะกลุ่มนั่นเอง
     สถานการณ์วิทยุกระจายเสียงเองก็แทบไม่ต่างกัน ความนิยมที่ลดลงทำให้แวดวงนี้ค่อยๆ ปรับตัว ดังที่เห็นได้จากการถ่ายทอดสดการจัดรายการวิทยุออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ตเรดิโอ หรือแอพลิเคชั่นฟังวิทยุต่างๆ
     อย่างไรก็ตาม โทรทัศน์และภาพยนตร์กลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น นั่นเพราะ ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ เป็นรูปแบบการสื่อสารที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้รับสารยุคใหม่ ที่อ่านน้อยลง แต่ฟังหรือดูมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนด ทั้งความคมชัดและรวดเร็วของสมาร์ทโฟน หรือสมาร์ททีวี รวมถึงความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้ผู้รับสารมีแนวโน้มจะหันมาบริโภคสื่อในช่องทางนี้มากยิ่งขึ้่น
     ด้วยความเป็นอินเทอร์เน็ต และออนไลน์ ทำให้ไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ เวลา และรูปแบบ กล่าวคือ ผู้ผลิตสามารถผลิตสารความยาวเท่าไรก็ได้ ส่งสารในเวลาใดก็ได้ โดยไม่จำกัดรูปแบบ อาจเป็นภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่าย ภาพกราฟิก หรือจะผสมผสานอย่างไรก็ได้
     ผู้ชมจะกด Play กด Pause กด Forward กด Backward หรือกด Save ไว้ดูตอนว่างๆ ก็ย่อมได้
     แม้ว่าดูเหมือนเป็นโอกาสสำคัญ แต่ในทางกลับกัน ยิ่งเป็นความท้าทายให้คนทำเนื้อหา คนเขียนบท และผู้กำกับทั้งซีรี่ส์ ละครโทรทัศน์ หนังสั้น ภาพยนตร์ ยิ่งผู้รับสารมีทางเลือกมาก ยิ่งหมายความว่าคู่แข่งมาก และคุณจะมีโอกาสถูกเลือกน้อยลง
     ทว่ามีข้อสังเกตเช่นกันว่า ในทางกลับกัน ผู้รับสารเองก็เริ่มเบื่อหน่ายกับข้อมูลข่าวสารและเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต เพราะมันเยอะเกินไป เร็วเกินไป และยังไม่ถูกเลือก พูดง่ายๆ คือ ข้อมูลที่ท่วมท้นหลั่งไหลมาจากทุกทิศทางทำให้ผู้รับสารเหนื่อย
     เห็นได้ว่า คนทำสื่อ ถ้าไม่ปรับตัว ก็ไม่รอด
     และเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสื่อใหม่ครั้งนี้ไม่มีการปะทะ ไม่จำเป็นว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ชนะหรือแพ้ เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว
     ศตวรรษที่ 21 นี้ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การบริโภคสาร แต่หมายรวมถึงทุกการบริโภค ยุคนี้ผู้บริโภคเป็นใหญ่ มีความต้องการไม่จำกัดอีกต่อไป คนทำธุรกิจหรือคนทำสื่อยุคใหม่ต้องคิดตามให้ทัน เขาไม่ใช่ไพร่ฟ้าหน้าใสที่จะรอรับอะไรก็ได้ตามที่เราป้อนอีกต่อไปแล้ว
     ในมุมผู้รับสาร ในเมื่อมีตัวเลือกมากขึ้น ก็ต้องใช้วิจารณญานและความรู้เท่าทันมากขึ้น
     ในมุมสื่อมวลชน ในเมื่อมีอิสระมากขึ้่น ก็ต้องใช้จรรยาบรรณและจิตสำนึกมากขึ้นเช่นกัน
     ธรรมชาติของสื่อ คือการเล่นกับกระแส ทั้งเรื่องใกล้ตัว เรื่องสดใหม่ เรื่องแปลก เรื่องเพศ เรื่องหวือหวา ยังขายได้ เพราะเป็นความสนใจขั้นพื้นฐานของปุถุชน กล่าวคือ ไม่ว่ารูปแบบ หรือช่องทางจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ความสนใจของปุถุชนไม่เปลี่ยนแปลง นั่นทำให้การโหนกระแส หรือปั้นตัวเองให้เป็นกระแส ได้รับความนิยมในสื่อใหม่
     เปรี้ยง! ปัง! ว้าว! ในรูปแบบไวรัล อาจจะแรงและขายได้ แต่ฉาบฉวยและมีอายุสั้น
     ในขณะที่ เนื้อหาน้ำดี แต่ไม่มีกระแส ก็ขายโฆษณาไม่ได้ ต้องตายลงเช่นกัน
     การเขียนบท เล่าเรื่อง กำกับ และสร้างสรรค์ผลงานน้ำดีให้น่าดู สามารถสร้างสมดุลในฐานะคนทำธุรกิจและสื่อมวลชนได้
     แม้ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปแทบทุกมิติ แต่ตัวแก่นหรือเนื้อหาที่แข็งแรง รวมถึงความสามารถในการปรับตัว คือทางรอดของคนทำสื่อ