• โทรศัพท์ : 02 997 2222 ต่อ 4001-4005




เมื่อโลกนี้ (กำลังจะ) ไม่มีเงินกระดาษ เงินไม่ได้หายไป แต่ลอยอยู่ในอากาศ

Blog Post Image

ดร.ธันย์พัทธ์ ใคร้วานิช
ผู้อำนวยการหลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐกิจดิจิทัล



เมื่อโลกนี้ (กำลังจะ) ไม่มีเงินกระดาษ เงินไม่ได้หายไป แต่ลอยอยู่ในอากาศ

      เรากำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และแทบไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้่น
      จากที่เคยใช้ข้าวแลกหมู ใช้ปูแลกกับปลา มนุษย์คิดค้นระบบเงินตราขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มีพัฒนาการจากเปลือกหอย ทองแดง เงิน จนถึงเงินกระดาษหรือธนบัตร (Bank Note)
      ตราบอยู่ในสังคมเดียวกัน ประเทศเดียวกัน เราใช้เงินตราสกุลเดียวกัน แต่เมื่อต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนกับต่างสกุลเงิน ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนตามความแข็งอ่อนและเสถียรภาพของค่าเงินแต่ละสกุลเงิน เช่น เงิน 100 เยนญี่ปุ่น มีค่าเท่ากับเงิน 30 บาทไทย หรือเงิน 28 บาทไทย มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญสหรัฐ เป็นกลไกการเงินที่ยอมรับร่วมกันทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนแต่ละครั้งมีค่าธรรมเนียม มีผู้ได้กำไรและขาดทุน

      วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป โลกนี้กำลังจะไม่มีเงินกระดาษอีกต่อไป
      โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมเราเองก็เปลี่ยนไป แม้ไม่รู้ตัวแต่กลับเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ อินเทอร์เน็ตกลายเป็นวิถีชีวิต โลกจริงและโลกเสมือนถูกกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน มันย่อมเปลี่ยนโลกไปในทุกแง่ แถมเปลี่ยนแบบ 360 องศาเลยด้วยซ้ำ
      เราเชื่อใจและไว้วางใจในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและจับต้องไม่ได้มากขึ้น เราเริ่มใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใช้บัตรเครดิต ใช้แอพลิเคชั่นทำธุรกรรมทางการเงิน หรือกระทั่งใช้จ่ายซื้อขายสินค้าด้วยบิทคอยน์(Bit Coin)เงินที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้
      จุดกำเนิดจากอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ของญี่ปุ่นที่ต้องเติมเงินเข้าไปในเซิฟเวอร์ซึ่งเป็นสากล ทำให้พบเจออุปสรรคเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและสามารถตัดทอนได้ จึงคิดสกุลเงินกลางที่เป็นที่ยอมรับในหมู่เกมเมอร์ทั่วโลกขึ้นมาในนาม BITCOIN สามารถลดค่าใช้จ่ายเสียเปล่าตรงนี้ไปได้มาก เป็นประโยชน์ทั้งกับอุตสาหกรรมเกม และถูกใจบรรดาเกมเมอร์ทั่วโลก
      กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเจ้า BITCOIN ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม จากที่อยู่แค่ในเกม วันนี้ BITCOIN ออกมาสู่ชีวิตจริง กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างจับตา ว่าต้องปรับตัวเข้าหาการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร เพราะยอมรับแล้วว่าปฏิเสธเทรนด์นี้ไม่ได้
      โลกออนไลน์และดิจิทัลทำให้การสื่อสารไร้พรมแดนอย่างแท้จริง ในแง่การสื่อสาร เป็น Person to Person มากขึ้น เช่นเดียวกับแง่เศรษฐกิจที่กลายเป็น Peer to Peer มากขึ้่น ผู้ซื้อสามารถต่อตรงถึงผู้ขาย สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่นเดียวกับคำว่า “ค่าธรรมเนียม” ของเกมเมอร์ชาวญี่ปุ่น เมื่อใช้ BITCOIN ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ หรือค่าอำนวยความสะดวก เหมือนเป็นการตัดยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือพ่อค้าคนกลางออกไปโดยปริยาย
      ดังที่เห็นธุรกิจ Startup จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จจากการตั้งตัวเองเป็นสื่อกลางสำหรับ Peer to Peer อย่าง AirBNB หรือ Uber

      ความเปลี่ยนแปลงนี้แม้เรื่องน่ากลัวแต่ทว่าเป็นโอกาส ที่ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ ในทุกภาคส่วนและทุกแง่มุมเพื่อให้ได้ประโยชน์ ไม่ตกรถขบวนนี้ไปจนต้องกลายเป็นผู้ล้าหลัง
      เมื่อไม่ต้องมีการแลกเปลี่ยนเงินตรา อัตราแลกเปลี่ยนหมดความหมาย ไม่ต้องมีทุนสำรองเงินตราในการพิมพ์ธนบัตรด้วยซ้ำ หรืออาจมีเงินสีเทาๆ เงินใต้ดิน เงินฟอก เข้านอกออกในระบบโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ การคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร จะตรวจสอบและดักจับเพื่อดำเนินการเรียกเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป รูปแบบการใช้จ่าย การลงทุน และการออมของประชาชนเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจจะรับมือกันอย่างไร
      เมื่อความรู้มีอยู่ทั่วไปในโลกไซเบอร์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสวงหาความสนใจ ตามความถนัด ได้เข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเอง ภาคการศึกษาจะสอนอะไร ผลิตบุคลากรแบบไหนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตและคนยุคใหม่ต้องมีมากกว่าสองอาชีพขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาก่อนแล้วค่อยหางานทำตามพฤติกรรมที่เป็นมาในอดีต
      กระทั่งในแง่ของการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์เอง ที่ทฤษฎีเก่าเริ่มใช้ไม่ได้จริง ต้องอัพเดทกันขนานใหญ่
      ด้านภาครัฐที่ออกยุทธศาสตร์ชาติ “ไทยแลนด์ 4.0” ก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่พร้อมจะปรับตัว ทว่า นอกจากการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางรากฐานระบบให้เป็น Internet of Things ปรับระบบให้เป็นดิจิทัลมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะปีนี้ ที่เห็นได้ชัดทั้งการคืนภาษี เงินประกันสังคมผ่านระบบ PromptPay ก็ถือเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ให้เห็นเป็นรูปธรรม
      ภาคประชาชนดูเหมือนยังไม่ค่อยไว้ใจในระบบเท่าไรนัก นั่นสะท้อนว่า สิ่งที่เปลี่ยนยากกว่านโยบายหรือโครงสร้างพื้นฐาน คือ “คน” และ “ทัศนคติ” ต่างหาก

      ความเปลี่ยนแปลง เป็นได้ทั้งอุปสรรคและโอกาส ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นๆจะสร้างนวัตกรรม ก็ต้องคิดแบบนวัตกรรมให้ได้ก่อน
      รีบเปลี่ยนตัวเอง ก่อนคนอื่นจะเปลี่ยนคุณ เพราะถึงเวลานั้น คุณอาจเป็นได้แค่ผู้ตามเท่านั้น