• โทรศัพท์ : 02 997 2222 ต่อ 4001-4005




“สงครามโลกครั้งที่ 3” นิยายเรื่องใหม่จากทฤษฎีสมคบคิด?

Blog Post Image

ผศ.ดร.ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

   คิมทดลองขีปนาวุธ! ทรัมพ์สั่งลุย! UN คว่ำบาตร! จีนยังสงวนท่าที!
   ภูมิภาคเอเชียระส่ำ! ตะวันออกกลางปะทุ! ยุโรปเสี่ยงแตก!
   ตลอดจน เหตุการณ์ 9/11 นั้น อเมริกาวางยาตัวเองเพื่อจุดชนวนสงคราม!
   พาดหัวข่าวต่างๆ ทั้งสื่อไทยและสื่อนอก เล่นประเด็นเดียวกัน พร้อมกันนั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งสายการเมืองและสายเศรษฐกิจวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดแน่ บ้างก็ว่า นี่อาจเป็นสงครามเย็นครั้งที่ 2 บ้างก็ว่า สมดุลแห่งอำนาจและการค้าขายจะถ่วงตาชั่งเอาไว้ไม่ให้สงครามเกิดขึ้น
   แท้จริงแล้ว สงครามโลกมีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือ? หรือเป็นเพียงนิยายเรื่องใหม่จาก “ทฤษฎีสมคบคิด” กันแน่?
   ในที่นี้ มีอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือ “ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) ซึ่งเกิดจากการนำเหตุการณ์ เรื่องเล่า บทวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่มีข้อเท็จจริงบางประการประกอบอยู่เพียงเล็กน้อยเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือ หลายครั้งมีการใช้หลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันเท่านั้น หรือในบางกรณีก็อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างไป
   การใช้ทฤษฎีเหล่านี้มาเป็นฐานในการสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมจึงไม่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ แต่ในปัจจุบันแพร่หลายในรูปแบบฟอร์เวิร์ดเมล (Forward Mail) หรือจดหมายลูกโซ่ ผ่านในเว็บไซต์ส่วนบุคคล และบล็อกต่างๆ ทั้งนี้อาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นแอบแฝง เพื่อให้เกิดประโยชน์ หรือให้โทษแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้ หรืออาจทำไปเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
   ทฤษฎีสมคบคิดชื่อดังที่ถูกถกเถียงกันมากว่า 10 ปี อย่างกรณี 9/11 ที่อาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มลงมานั้น ทฤษฎีสมคบคิดเชื่อว่า ในความจริง อาคารไม่สามารถที่จะถล่มลงมาได้เพียงด้วยการถูกเครื่องบินพุ่งชน และทาวเวอร์ 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็เกิดถล่มอย่างรวดเร็วน่าประหลาด ถึงแม้ไม่ได้ถูกโจมตีด้วยเครื่องบินใดๆ เลย นี่คือเครื่องหมายแสดงให้เห็นการวางระเบิดให้พังทลายลงมาโดยมืออาชีพ รวมถึงการซื้อขายหุ้นจำนวนมากในวอลล์สตรีทอย่างสะพัดขณะนั้น แสดงให้เห็นว่ามีบางคนทราบล่วงหน้าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ตลอดจนขีปนาวุธของสหรัฐฯ ต่างหากที่ทำลายอาคารเพนตากอน ไม่ใช่เครื่องบินอเมริกันแอร์ไลนส์เที่ยวบินที่ 77 ตามที่ทางการสหรัฐแถลง
   ทฤษฎีสมคบคิดจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่หลอกลวงและโน้มน้าวให้ผู้คนเชื่อมั่นว่าปรากฏการณ์ทางสังคมหนึ่งๆ อาจไม่ใช่หรือเป็นไปตามแนวคิดทางสังคมศาสตร์หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
   เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่าง “สงครามโลกครั้งที่ 3”
   เรามาลองอธิบายการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ตามทฤษฎีสมคบคิดกัน
   วิเคราะห์จากค่าเงินจีน และอเมริกา พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
   การก่อการร้ายของ ISIS ที่นับวันจะท้าทายและอุกฉกรรต์ขึ้น ก็เสี่ยงจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
   สหรัฐอเมริกายุติการเจรจาเรื่องสงครามซีเรียกับรัสเซีย ก็อาจนำโลกเข้าสู่สงครามได้เช่นกัน
   แถมจีนกับเกาหลีเหนือก็ออกอาวุธและแสดงแสนยานุภาพทางการทหารแข่งกัน
   ความเชื่อที่ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นจริงนั้น เกิดจากการนำเอาการวิเคราะห์ต่างๆ นานาข้างต้นนี้มาปะติดปะต่อ เสริมส่วนเชื่อมโยง พร้อมกันนั้่นก็เติมเหตุผลที่คิดขึ้นเอง ประกอบกันจนเป็นนิยายเรื่องใหม่
   แต่หากใช้แนวคิดทางด้านการเมืองแบบวิชาการมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่กว้างและลึกกว่านั้นมาประกอบเข้าด้วยกันอีกมาก เช่น ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ ศักยภาพทางการทหาร และโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ รวมถึงบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนระดับความเป็นมหาอำนาจในด้านต่างๆ ของประเทศหนึ่งๆ ซึ่งจะพบว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างง่ายดายตามทฤษฎีสมคบคิด
   เห็นได้ว่า แม้เป็นเรื่องการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จำเป็นต้องคิดแบบวิทยาศาสตร์ ศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล อาศัยทฤษฎีทางวิชาการ เพื่อมาวิเคราะห์และประมวลผลหาข้อเท็จจริง มิเช่นนั้น การปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วคาดเดาด้วยความมักง่ายและปราศจากตรรกการคิดวิเคราะห์แล้ว อาจถูกโน้มน้าวให้ไขว้เขวจนเสียสติได้
   การสร้างความเชื่อผ่านทฤษฎีสมคบคิดจึงย่อมไม่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการตั้งคำถามในเชิงเชิญชวนให้เกิดการป้องกัน เช่น การรักษาสันติภาพให้เกิดขึ้นจริงนั้นได้อย่างไร หรือบทบาทที่เหมาะสมของประเทศมหาอำนาจควรอยู่ในระดับใด หรือจะแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายได้ด้วยวิธีใดบ้าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมเสียมากกว่า